เกร็ดความรู้  เรื่อง  ศาลทหาร

โดย กองพระธรรมนูญ  กรมสารบรรณทหาร

-----------------

 

 

  กล่าวนำ

 “ศาลทหาร” เป็นเรื่องที่มีผู้สนใจและให้ความสำคัญน้อย  แม้แต่ในแวดวงของทหารเองก็มีผู้ที่รู้หรือให้ความสนใจในเรื่องนี้น้อยมาก  ทำให้มักมีปัญหาว่าศาลทหารมีความสำคัญหรือจำเป็นอย่างไรต่อกิจการของทหาร และในภาพลักษณ์ของบางคนก็มองว่าศาลทหารเป็นเครื่องมือของระบอบเผด็จการเพราะเป็นการให้ทหารมามีอำนาจในการตัดสินลงโทษประชาชน   ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นว่าศาลทหารเป็นการให้อภิสิทธิ์พิเศษแก่ทหารที่กระทำความผิดอาญาแล้วไม่ต้องถูกลงโทษ  ซึ่งความคิดเห็นเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ผิดเพราะศาลทหารเป็นกระบวนการยุติธรรมทางด้านทหาร ที่มีควบคู่มากับกระบวนยุติธรรมทางด้านฝ่ายพลเรือนมานานแล้ว และมีวิธีการหรือกระบวนในการดำเนินคดีเป็นของตนเอง ซึ่งบางเรื่องก็คล้ายกับของพลเรือนแต่บางเรื่องก็แตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมในการปกครองบังคับบัญชาทหาร  กองพระธรรมนูญ กรมสารบรรณทหาร ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทหารดังกล่าว  จึงได้จัดทำบทความนี้เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องของศาลทหารแก่ข้าราชการทหารและผู้สนใจ จะได้ใช้เป็นข้อมูลเพื่อศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป

  บททั่วไป

ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย “ศาล” ถือเป็นองค์กรหนึ่งที่มีสถานะเทียบเท่ากับรัฐสภา และรัฐบาล เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบ่งแยกการใช้อำนาจรัฐออกเป็น สาม อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยมีองค์กรที่ใช้อำนาจทั้งสามประกอบด้วยรัฐสภาเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร และศาลเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของไทย ได้วางหลักการโดยแบ่งแยกศาลออกจากฝ่ายบริหารอย่างเด็ดขาด  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล

ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีศาล ๔ประเภท ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาล-
ปกครอง  และศาลทหาร โดยศาลแต่ละประเภทจะมีอำนาจในการพิจารณาคดีแต่ละประเภทแตกต่างกันไป ทั้งนี้ตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายจัดตั้งศาลนั้นๆจะได้กำหนด กล่าวคือ  ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ  ศาลยุติธรรมก็จะรับพิจารณาและวินิจฉัยในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและทางอาญาทั่วไป ส่วนศาลปกครองจะรับพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการปกครองระหว่างรัฐหรือองค์กรของรัฐกับประชาชน  สำหรับศาลทหารนั้นรัฐธรรมนูญกำหนด[1]  ให้มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาทหารและคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ และพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ..๒๔๙๘ มาตรา ๑๓[2]   กำหนดให้ ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาลงโทษทางอาญาต่อบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร[3] ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น หมายถึงข้าราชการทหารทั่ว ๆไปนั่นเอง (รายละเอียดในเรื่องบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารนี้จะได้กล่าวถึงต่อไป)

  เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องมีศาลทหาร
      เนื่องจากศาลทหารมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาลงโทษทางอาญาต่อบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ทำให้ดูเหมือนว่าเขตอำนาจของศาลทหารซ้ำซ้อนกับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมในเรื่องของการดำเนินคดีอาญาซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญา  ด้วยเหตุนี้จึงมักจะมีปัญหาถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการทางกฎหมายและนักประชาธิปไตยว่า ในปัจจุบันยังสมควรต้องมีศาลทหารต่อไปหรือไม่ โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีศาลทหารเนื่องจากว่าเป็นการให้อภิสิทธิ์พิเศษแก่ทหาร ซึ่งทหารและประชาชนสมควรจะต้องมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน เมื่อทหารกระทำผิดก็สมควรให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาลงโทษ การให้แยกไปขึ้นศาลทหาร ซึ่งมีทหารด้วยกันเป็นผู้พิจารณาตัดสินลงโทษอาจจะมีการลำเอียงช่วยเหลือกันได้  และทำให้ประชาชนที่เป็นผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม  ประกอบกับในความคิดของนักประชาธิปไตยมองว่าศาลทหารเป็นภาพลักษณ์ของระบอบเผด็จการ เพราะในสมัยที่มีการปฏิวัติรัฐประหารก็มักจะมีคำสั่งของคณะปฏิวัติให้คดีบางประเภทมาขึ้นศาลทหารพิจารณาเช่น คดีการกระทำอันเป็นคอมมูนิตส์ เป็นต้น นักวิชาการเหล่านั้นจึงเห็นว่าเมื่อประเทศไทยได้มีการปกครองเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบแล้วก็ไม่สมควรที่ต้องมีศาลทหารอีกต่อไป 
ส่วนฝ่ายที่เห็นว่ายังสมควรต้องมีศาลทหารให้เหตุผลว่าการมีศาลทหารนั้นถือเป็นหลักสากลซึ่งในนานาอารยะประเทศต่างก็มีศาลทหารแทบทั้งนั้น      ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ-อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือจีน เว้นแต่ในประเทศที่พ่ายแพ้สงคราม (สงครามโลกครั้งที่ ๒)  อย่างเช่น เยอรมัน หรือญี่ปุ่น ที่ถูกจำกัดไม่ให้มีศาลทหาร นอกจากนี้ศาลทหารมีวิธีพิจารณาคดีที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานะการณ์ได้ ซึ่งต่างจากศาลพลเรือน(ศาลยุติธรรม) ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ดังนั้นในเวลาไม่ปกติ เช่น เวลาสงคราม ก็จำเป็นที่ต้องใช้ระบบของศาลทหาร เพื่อแก้ไขสถานะการณ์ของประเทศให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศสามารถดำเนินต่อไปได้และเหมาะสมต่อสถานะการณ์ในขณะนั้น ประกอบกับในเรื่องเขตอำนาจศาลพลเรือน(ศาลยุติธรรม)จะมีเขตอำนาจจำกัดอยู่แต่ในพื้นที่ตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้น ในกรณีที่กองทัพต้องไปปฏิบัติภาระกิจ หรือเข้ายึดดินแดนข้าศึกในต่างประเทศ ศาลพลเรือน(ศาลยุติธรรม) ก็จะไม่สามารถติดตามกองกำลังของกองทัพไปทำหน้าที่ในการให้ความยุติธรรม[4]ได้   นอกจากนี้ในสนธิสัญญาระหว่างประเทศบางเรื่องได้กำหนดห้ามไม่ให้ฟ้องคดีบุคคลบางประเภทต่อศาลในระบบปกติ เช่น กรณีของเชลยศึก[5] เป็นต้น

อย่างไรก็ดี เห็นว่าเหตุผลและความจำเป็นอย่างหนึ่งในการมีศาลทหาร เนื่องจาก การรักษาความมั่นคงของประเทศถือได้ว่าเป็นประโยชน์สูงสุด ซึ่งการรักษาความมั่นคงนั้นจำเป็นต้องพึงพา       กองกำลังทหารที่เข็มแข็ง มีหลักการที่ถือได้ว่าเป็นหลักการยุทธสากลได้อย่างหนึ่งคือ  หลักเอกภาพ

ในการบังคับบัญชา  หมายถึงการให้ผู้บังคับบัญชามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบังคับบัญชาได้ ซึ่งถ้าเทียบกับการบริหารประเทศในปัจจุบันก็เทียบได้กับการที่นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้มี ผู้ว่าซีอีโอ ที่มีอำนาจเด็ดขาดในการสั่งการแก่ข้าราชการต่างๆในจังหวัดนั่นเอง   การมีศาลทหารเป็นการแสดงถึงอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหารในการปกครองแบบรวมอำนาจและเป็นเอกภาพ เพราะผู้บังคับบัญชาทหารจะมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมทหาร เช่น การเป็นตุลาการร่วมในการตัดสินคดี และมีอำนาจอุทธรณ์ ฎีกา อำนาจสั่งลงโทษต่อทหารที่ศาลได้พิพากษาให้ลงโทษแล้ว เป็นต้น ซึ่งอำนาจต่างๆ ดังกล่าวนี้ไม่มีในกระบวนพิจารณาของศาลพลเรือน นอกจากนี้การที่ผู้บังคับบัญชาทหารได้เข้ามาร่วมเป็นตุลาการ

ก็จะได้ทราบถึงสาเหตุที่ทำให้กำลังพลดังกล่าวไปกระทำความผิดอาญาของบ้านเมืองและจะได้หาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขไม่ให้มีกำลังพลไประทำผิดเช่นนั้นอีก ด้วยเหตุนี้การศาลทหารจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการปกครองบังคับบัญชาทหารโดยตรง   นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่เป็นหลักสากลอยู่ว่าการปกครองทหารจะใช้วิธีการเช่นเดียวกับการปกครองพลเรือนไม่ได้ เนื่องจากทหารเป็นผู้ถืออาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ จึงจำเป็นต้องอยู่ในระเบียบวินัยที่เข็มงวดยิ่งกว่าพลเรือน หากทหารไร้ซึ่งระเบียบวินัย ก็อาจนำอาวุธร้ายแรงดังกล่าวมาสร้างความวุ่นวายในสังคมให้เป็นที่เดือนร้อนแก่ ประชาชน ได้ ดังนั้นวินัยของทหารจึงเข็มงวด ความผิดวินัยบางอย่างของพลเรือนอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ทางทหารถือเป็นเรื่องร้ายแรงต้องถูกลงโทษเช่นเดียวกับความผิดทางอาญาของบ้านเมืองทั่วไปเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง เช่นการขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  หรือการหนีราชการ เป็นต้น

และเหตุผลอีกประการหนึ่งคือแม้จะมีกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร[6] ให้อำนาจผู้บังคับบัญชาลงโทษทหารที่กระทำผิดวินัยได้ แต่เนื่องจากกองทัพประกอบด้วยกำลังพลจำนวนมาก และบางครั้งการกระทำผิดวินัยของกำลังพลดังกล่าวเป็นการผิดต่อกฎหมายของบ้านเมืองด้วยบางเรื่องมีผลกระทบต่อประชาชนการจะให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษลงทัณฑ์ตามวินัยทหารย่อมเป็นการไม่ถูกต้องต่อหลักกฎหมายบ้านเมืองและอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทั้งต่อประชาชนผู้เสียหายและตัวทหารที่กระทำผิดเอง แต่ การจะให้ทหารที่กระทำผิดไปขึ้นศาลและใช้วิธีการเช่นเดียวกับพลเรือน โดยผู้บังคับบัญชาทหารไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ได้ก็จะเป็นการบั่นทอนอำนาจผู้บังคับบัญชาทหารว่าไม่สามารถให้คุณให้โทษต่อทหารได้ย่อมส่งผลกระทบต่อการสั่งการในอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหารทั้งในยามปกติและยามสงคราม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้มีศาลทหารเพื่อใช้จัดการกับทหารที่กระทำผิดดังกล่าวให้เป็นไปตามครรลองของบ้านเมือง จึงถือได้ว่าศาลทหารเป็นการรองรับอำนาจของผู้บังคับบัญชาเพื่อให้เกิดดุลยภาพในทางปกครองและการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง

และด้วยเหตุผลและความจำเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน[7]จึงได้บัญญัติให้มีศาลทหารเป็นองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญเช่น เดียวกับ ศาลรัฐธรรมนูญ  ศาลยุติธรรม และศาลปกครอง

   ประวัติและความเป็นมาของศาลทหารไทย

ศาลทหารได้มีขึ้นเป็นของคู่กันมาตั้งแต่มีการทหารไว้ป้องกันประเทศ  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบบศาลทหารไทยปรากฎตามกฎหมายลักษณะขบฎศึก จุลศักราช ๗๙๖[8]

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ ในเรื่องการศาลจะมีศาลหลายศาลสังกัดอยู่ตามกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ศาลใดสังกัดอยู่กระทรวง ทบวงใด เขตอำนาจของศาลก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม นั้น เช่น  ศาลกรมท่า มีอำนาจชำระคดีความต่างประเทศ 
ศาลกรมนา ชำระคดีเรื่องนา ศาลกลาโหม ชำระความที่เกี่ยวกับทหารและยังชำระความพลเรือนด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากสมุหพระกลาโหมนั้นมิได้มีเพียงอำนาจหน้าที่เฉพาะการบังคับบัญชาทหารบก ทหารเรือ เท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่จัดการปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ด้วย ศาลที่ขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหมมีทั้งศาลที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพ  และศาลในหัวเมืองฝ่ายใต้ด้วย ศาลกลาโหมจึงมีลักษณะเป็นทั้งศาลทหารและศาลพลเรือน ต่อมาเมื่อ พ..๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ปรับปรุงในเรื่องการศาลทั้งหมด โดยให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น และรวบรวมศาลซึ่งกระจัดกระจายสังกัดอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เข้ามาสังกัดกระทรวงยุติธรรมจนหมดสิ้นทุกศาล  ยกเว้นแต่เพียงศาลทหารเพียงศาลเดียวที่ยังคงให้สังกัดกระทรวงกลาโหมอยู่ตามเดิม  ศาลในประเทศไทยจึงแบ่งได้เป็นศาลกระทรวงยุติธรรมกับศาลทหารนับแต่นั้นมา

ต่อมาในปี พ..๒๔๕๐ ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลทหารบก ร..๑๒๖ (..๒๔๕๐) และพระธรรมนูญศาลทหารเรือ ร..๑๒๗ (..๒๔๕๑) ศาลทหารบกและศาลทหารเรือ[9] ตามลำดับ   และในปี พ..๒๔๕๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลทหารบกว่าด้วยตำรวจภูธรรัตนโกสินทรศก ๑๓๑ ตามพระราชบัญญัตินี้ตำรวจภูธรเป็นบุคคลที่อยู่ใต้อำนาจ ต่อมาในปี พ..๒๔๕๙ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกประกาศกำหนดอำนาจ "ศาลทหารรักษาวัง" ซึ่งกำหนดให้ ศาลทหารรักษาวังมีอำนาจพิจารณาคดีที่ทหารรักษาวังกระทำความผิดเป็นอาญาวัง มีกฎมณเฑียรบาล ต่อมาพระธรรมนูญศาลทหารบก ร..๑๒๖ ได้ถูกยกเลิก และใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารบก พ..๒๔๖๕ แทนและในปี พ..๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ยกเลิกอำนาจศาลทหารรักษาวังไปรวมกับศาลทหารบก

ในปี พ..๒๔๗๗ ได้รวมพระธรรมนูญศาลทหารบกกับพระธรรมนูญศาลทหารเรือเข้าเป็นฉบับเดียวกัน โดยตราเป็นพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๗ จนกระทั่งในปี พ..๒๔๙๘ จึงได้ถูกยกเลิกไป และใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ..  ๒๔๙๘   แทน คือฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันโดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมจนถึง ฉบับที่ ๗ พ..๒๕๒๖ และแก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๐ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ และฉบับที่ ๒๕ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๐

   กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร

ศาลทหาร จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร   .. ๒๔๙๘  นอกจากจะมีลักษณะเช่นเดียวกับพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่จัดตั้ง ศาลยุติธรรมแล้ว  พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารยังมีบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความในศาลทหาร  รวมไปถึงบทบัญญัติในเรื่องการแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการอีกด้วย  จึงเป็นการนำเอาบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับระบบศาลและตุลาการ(ในศาลพลเรือนเรียกว่า “ผู้พิพากษา”)   ทั้งหมดมารวมไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกัน  ซึ่งถ้าหากเทียบเป็นกฎหมายในปัจจุบันก็คงเรียกชื่อว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทหารและวิธีพิจารณาความในศาลทหาร เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

๖ ประเภทของศาลทหาร

ศาลทหารสามารถแบ่งได้เป็น ๓ ประเภท คือ

()  ศาลทหารในเวลาปกติ

()  ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ

()  ศาลอาญาศึก

(๑)   ศาลทหารในเวลาปกติ

ศาลทหารในเวลาปกติ คือ ศาลทหารที่ดำเนินการอยู่ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองสงบสุขไม่มีศึกสงคราม อย่างเช่นปัจจุบันนี้ โดยศาลทหารในเวลาปกติจะมีการพิจารณาพิพากษาคดีที่สามารถอุทธรณ์ และฎีกาได้สามชั้น ดังนั้นศาลทหารในเวลาปกติจึงประกอบด้วย

.  ศาลทหารชั้นต้น

.  ศาลทหารกลาง (ชั้นอุทธรณ์)

.  ศาลทหารสูงสุด (ชั้นฎีกา)

. ศาลทหารชั้นต้น  ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ..๒๔๙๘ มาตรา ๗ ได้จำแนกศาลทหารชั้นต้นไว้ ๔ ศาล คือ

  ศาลทหารกรุงเทพ มีที่ตั้งอยู่ในกรมพระธรรมนูญ  และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย โดยไม่จำกัดพื้นที่ และไม่จำกัดชั้นยศของจำเลย นายทหารชั้นนายพลก็ตกเป็นจำเลยในศาลทหารกรุงเทพได้  แต่โดยปกติถ้าการกระทำผิดเกิดในพื้นที่ที่มีศาลทหาร ก็ให้พิจารณาพิพากษาในศาลทหารท้องถิ่น  และเนื่องจากจังหวัดทหารบกกรุงเทพและมณฑลทหารบกที่ ๑๑  เป็นที่ตั้งของศาลทหารกรุงเทพ ฉะนั้นกฎหมายจึงไม่ยอมให้มีการจัดตั้งศาลจังหวัดทหารบกกรุงเทพ และศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๑  จึงมีผลให้ศาลทหารกรุงเทพมีเขตอำนาจครอบคลุม กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร

  ศาลมณฑลทหาร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง เฉพาะความผิดที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่มณฑลทหารนั้น ๆ แต่จำกัดชั้นยศของจำเลยว่าจำเลยจะต้องไม่ใช่นายทหารชั้นนายพล ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มาตรา  ๘ ให้มีศาลมณฑลทหาร ๑ ศาล ในแต่ละมณฑลทหาร ยกเว้นมณฑลทหารอันเป็นที่ตั้งของศาลทหารกรุงเทพ ดังนั้นมณฑลทหารบกที่ ๑๑ อันเป็นที่ตั้งของศาลทหารกรุงเทพจึงไม่มีศาลมณฑลทหาร ปัจจุบันมีศาลมณฑลทหาร ๑๒ แห่ง ได้แก่

. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒  อยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี มีเขตอำนาจครอบคลุม จังหวัดปราจีนบุรี นครนายก

. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๓  อยู่ที่จังหวัดลพบุรี มีเขตอำนาจครอบคลุม จังหวัดลพบุรี  ชัยนาท  สิงห์บุรี  อ่างทอง

. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๔ อยู่ที่จังหวัดชลบุรี มีเขตอำนาจครอบคลุม จังหวัดชลบุรี จันทบุรี  ตราด ระยอง

. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา  มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ

. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒ อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดอุบลราชธานี มุกดาหาร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ

. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม

. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ อยู่ที่จังหวัดอุดรธานี มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดอุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู

. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๑ อยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี

. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒ อยู่ที่จังหวัดลำปาง มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดลำปาง

๑๐. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๓ อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน

๑๑. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๑ อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดนครศรีธรรมราช (นอกจากอ.ทุ่งสง ) กระบี่  พังงา  ภูเก็ต

๑๒. ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๒ อยู่ที่จังหวัดสงขลา มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดสงขลา พัทลุง สตูล

  ศาลจังหวัดทหาร มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาได้ทั้งปวง แต่ต้องเป็นคดีที่จำเลยไม่ใช่นายทหารสัญญาบัตร ซึ่งตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ให้ทุกจังหวัดทหารมีศาลจังหวัดทหารได้ศาลหนึ่ง ปัจจุบันมีศาลจังหวัดทหารบกที่เปิดทำการเพียง ๑๒ ศาล ได้แก่

  . ศาลจังหวัดทหารบกสระบุรี  อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๓       มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดสระบุรี พระนครศรีอยุธยา

  . ศาลจังหวัดทหารบกสุรินทร์ อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑     มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดสุรินทร์

  . ศาลจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒     มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร

  . ศาลจังหวัดทหารบกพิษณุโลก  อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๑  มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย

  . ศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๑  มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดเพชรบูรณ์  พิจิตร

  . ศาลจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒    มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดอุตรดิตถ์  แพร่

  . ศาลจังหวัดทหารบกเชียงราย อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๓    มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดเชียงราย

  . ศาลจังหวัดทหารบกชุมพร อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๑        มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดชุมพร ระนอง

  . ศาลจังหวัดทหารบกปัตตานี อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๒     มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดปัตตานี

  ๑๐. ศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๑      มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดราชบุรี สมุทรสงคราม

  ๑๑. ศาลจังหวัดทหารบกเพชรบุรี อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๑     มีอำนาจครอบคลุมจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์

  ๑๒. ศาลจังหวัดทหารบกกาญจนบุรี อยู่ในเขตพื้นที่ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๑  มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี

๔. ศาลประจำหน่วยทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มาตรา ๙

กำหนดว่าเมื่อหน่วยทหารปฏิบัติหน้าที่อยู่นอกราชอาณาจักร หรือกำลังเดินทางเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่

นอกราชอาณาจักร และมีกำลังทหารไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน จะให้จัดตั้งศาลประจำหน่วยทหาร นั้นก็ได้  และศาลประจำหน่วยทหารมีอำนาจเหนือบุคคลที่สังกัดอยู่หน่วยทหารนั้นโดยไม่จำกัดพื้นที่    

. ศาลทหารกลาง  มีศาลเดียว ตั้งอยู่ในกรมพระธรรมนูญ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทหารชั้นต้น

. ศาลทหารสูงสุด  มีศาลเดียว ตั้งอยู่ในกรมพระธรรมนูญ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทหารกลาง

คดีที่ศาลทหารสูงสุดได้พิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่งแล้ว ให้เป็นอันถึงที่สุด

   ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ

          ในเวลาไม่ปกติ หมายถึง ในเวลาที่มีการรบ หรือสถานะการณ์สงคราม หรือได้ประกาศใช้ กฎอัยการศึก ศาลทหารซึ่งมีอยู่แล้วในเวลาปกติคงพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ตามอำนาจ แต่ถ้าผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ประกาศ หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้สั่งตามกฎหมายว่าด้วย
กฎอัยการศึก ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาใด ๆ อีก
[10]  ก็ให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามประกาศ หรือคำสั่งนั้นได้ด้วย

          เมื่อหมดภาวะการรบ หรือสถานะสงคราม หรือเลิกใช้กฎอัยการศึก ศาลทหาร ยังคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ค้างอยู่ในศาล หรือที่ยังมิได้ฟ้องโดยมีอำนาจแต่งตั้งตุลาการ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจสั่งโอนคดี หรือส่งผู้ต้องหาไปดำเนินคดียังศาลทหารแห่งอื่นได้และให้การพิจารณาพิพากษาคดีเช่นนี้มีอำนาจและหน้าที่ดังศาลทหารในเวลาไม่ปกติ

ทั้งนี้  ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร มาตรา ๓๖ 

   ศาลอาญาศึก

ศาลอาญาศึกเป็นศาลทหารอีกประเภทหนึ่งที่ได้แยกออกมาต่างหากจากศาลทหารในเวลาปกติและศาลทหารในเวลาไม่ปกติ การตั้งศาลอาญาศึกจะเกิดขึ้นได้เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ดังนี้

(๑) เมื่อมีการรบเกิดขึ้น โดยได้มีการกำหนดเขตยุทธบริเวณ[11]

(๒)ในเขตยุทธบริเวณดังกล่าว มีกำลังทหารไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน  หรือมีเรือรบ  ป้อม หรือที่มั่นอย่างใด ๆ ของทหาร

() ผู้บังคับบัญชาของกองกำลังทหารที่ไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือผู้บังคับบัญชาประจำเรือรบ  ป้อม หรือที่มั่นดังกล่าวตามข้อ ๒ หรือผู้ทำการแทนผู้บังคับบัญชาดังกล่าว ได้ตั้ง
ศาลอาญาศึกขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีอาญาที่เกิดขึ้นในยุทธบริเวณนั้น ๆ

๑๐  คดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร   .. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ กำหนดให้ศาลทหาร มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดอาญาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด สั่งลงโทษบุคคลใดๆ ที่กระทำผิดฐาน ละเมิดอำนาจศาล นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีอำนาจในการพิจารณาคดีอย่างอื่นได้อีกตามที่จะมีกฎหมายบัญญัติเพิ่มเติม ที่เคยมีมาแล้วเช่น ความผิดฐานกระทำการอันเป็นคอมมูนิตส์ เป็นต้น 

สำหรับอำนาจในการรับฟ้องคดีของศาลทหารแบ่งได้ดังนี้ ศาลจังหวัดทหารจะรับฟ้องคดีที่จำเลยมีชั้นยศเป็นนายทหารประทวน  ศาลมณฑลทหารจะรับฟ้องคดีที่จำเลยมีชั้นยศตั้งแต่ชั้นประทวนจนถึงชั้นยศสัญญาบัตรแต่ไม่เกินพันเอก  ส่วนศาลทหารกรุงเทพจะรับฟ้องได้หมดทุกชั้นยศ  นอกจากนี้ชั้น

ยศจำเลยมีผลต่อการแต่งตั้งองค์คณะตุลาการที่จะพิจารณาคดีด้วย  โดยองค์คณะตุลาการที่จะแต่งตั้งนั้นอย่างน้อยต้องมีผู้ที่มียศเท่ากันหรือสูงกว่าจำเลย

๑๑   คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารมาตรา ๑๔ ได้บัญญัติถึงคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร แยกเป็น ๔ ประเภท ซึ่งเป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไปตามมาตรา ๑๓ ดังนี้คือ

ประเภทแรก ได้แก่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ซึ่งอาจเป็นกรณีร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓  ใช้ จ้าง วาน ตามมาตรา ๘๔ สนับสนุนตามมาตรา ๘๖ รวมไปถึงต่างฝ่ายต่างกระทำความผิด เช่น วิวาททำร้าย

ร่างกายซึ่งกันและกัน ขับรถยนต์โดยประมาททั้งสองฝ่ายเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตาย

ประการที่สอง ได้แก่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ซึ่งคดีที่เกี่ยวพันในประเภทนี้ก็อาศัยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔  เช่น ทหารลักทรัพย์ พลเรือนรับของโจร ทหารปลอมเอกสารให้พลเรือนเอาไปใช้

ประการที่สาม ได้แก่คดีที่ต้องดำเนินในศาลเยาวชนและครอบครัว เนื่องจากอายุของผู้กระทำความผิด ซึ่งคงจะมีแต่เฉพาะนักเรียนทหาร

ประการที่สี่  ได้แก่คดีที่ศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร คดีประเภทนี้คงจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ๒ ประการ ประการแรก คือ ได้มีการฟ้องคดียังศาลทหารแล้ว  ประการที่สอง คือ เป็นคดีที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ในสามประการแรก แต่ศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร เช่น คดีที่จำเลยกระทำความผิดร่วมกับผู้อื่นซึ่งยังไม่เป็นการแน่ชัดว่าบุคคลอื่นนั้นเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารหรือไม่

๑๒  บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร

บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารนั้น มาตรา ๑๖ ได้จำแนกไว้ ๘ อนุมาตรา  ถ้าจะแยกอธิบายแต่ละอนุมาตราก็คงจะทำให้เกิดความสับสน จึงขออธิบายโดยแยกเป็น ๓ กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก ได้แก่ ทหาร  ทหาร นั้นแยกเป็น ๒ ประเภท คือ ทหารประจำการ และทหารกองประจำการ

ทหารประจำการ  คือ  ทหารที่เข้ามารับราชการเป็นทหารตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.๒๕๒๑  และทหารกองประจำการก็คือทหารที่เข้ามารับราชการทหารตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗  ถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ทหารประจำการได้แก่ทหารที่ยึดเอาการรับราชการทหารเป็นอาชีพ ซึ่งมีทั้งทหารประจำการชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน และทหารที่ไม่มียศที่เรียกกันว่า    พลทหารอาสาสมัคร  ส่วนทหารกองประจำการ คือ  ทหารเกณฑ์  หรือทหารที่สมัครเข้ากองประจำการเพราะกฎหมายบังคับให้ต้องเป็นทหาร

กลุ่มที่สอง ได้แก่  นักเรียนทหาร  หมายถึง นักเรียนทหารที่กำหนดขึ้นโดยกระทรวงกลาโหม เช่น นักเรียนนายร้อย นักเรียนนายเรือ นักเรียนเตรียมทหาร นักศึกษาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า นักเรียนทหารดังกล่าวหากมีอายุอยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องดำเนินคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว หากพ้นเกณฑ์อายุก็จะต้องถูกดำเนินคดีในศาลทหาร

กลุ่มที่สาม คือบุคคลที่มิได้เป็นทหาร จำแนกได้เป็น ๓ ประเภท คือ

. บุคคลที่เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือน เป็นลูกจ้างในสังกัดกระทรวงกลาโหม เฉพาะเมื่อ

กระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการโดยมาจำกัดพื้นที่ หรือความผิดอาญาอื่นโดยจำกัดพื้นที่เฉพาะในบริเวณที่ตั้งหน่วยทหาร

. บุคคลที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฎหมาย  เช่น พยานที่ถูกศาลทหารออกหมายจับมาเพื่อเบิกความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๑๑() ได้กระทำผิดในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กักขังตัวไว้ก่อนเบิกความ

. บุคคลที่เป็นเชลยศึกหรือชนชาติศัตรูในช่วงเวลาที่มีศึกสงคราม

๑๓  การแต่งตั้งตุลาการ

การแต่งตั้งและถอดถอนตุลาการในศาลทหารตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งในทางปฏิบัติได้มีการมอบพระราชอำนาจดังกล่าวให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บังคับบัญชาทหาร โดยจะมีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้

() ตุลาการศาลทหารสูงสุด และ ตุลาการศาลทหารกลาง  ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งและถอดถอน

()  ตุลาการศาลทหารชั้นต้น และ ศาลประจำหน่วยทหาร พระมหากษัตริย์ทรงมอบพระราชอำนาจแก่ผู้บังคับบัญชาทหาร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอน

(๓)  ตุลาการในศาลทหารชั้นต้น  ผู้มีอำนาจบังคับบัญชาจังหวัดทหาร เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลจังหวัดทหาร ผู้มีอำนาจบังคับบัญชามณฑลทหาร เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลมณฑลทหาร   ผู้มีอำนาจบังคับบัญชาหน่วยทหาร  เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลประจำหน่วยทหารและ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการศาลทหารกรุงเทพ

๑๔  การดำเนินคดีในศาลทหาร

                พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร กำหนดให้ศาลทหารใช้วิธีพิจารณาคดีตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ซึ่งออกตามกฎหมายฝ่ายทหารมาใช้บังคับก่อน ซึ่งถ้าไม่มี จึงจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้ และถ้าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มี  จึงให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้  ซึ่งพอสรุปได้ว่า กรณีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารไปกระทำผิดอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลทหารนั้น  ถ้าผู้เสียหายไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร  จะต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อสอบสวนแล้วส่งสำนวนคดีให้อัยการทหารเป็นผู้ฟ้องคดีในศาลทหาร แต่ถ้าผู้เสียหายเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารก็อาจแต่งทนายความ หรือทนายทหาร เพื่อฟ้องคดีต่อศาลทหารเองได้ หรือในกรณีที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ผู้บังคับบัญชาจะต้องแต่งตั้งกรรมการสอบสวน หรืออาจให้นายทหารพระธรรมนูญเป็นผู้สอบสวน  เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วจึงส่งสำนวนคดีไปให้อัยการทหารเพื่อฟ้องคดีต่อศาลทหารต่อไป

                       ในขั้นตอนการดำเนินคดีดังกล่าว เมื่อศาลทหารชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว เป็นหน้าที่ของจ่าศาลทหาร จะต้องแจ้งผลคดีนั้นไปให้ผู้บังคับบัญชาของจำเลยทราบ และพิจารณาว่าจะอุทธรณ์หรือฎีกา หรือไม่  ถ้าผู้บังคับบัญชาทหารดังกล่าวมีความประสงค์จะอุทธรณ์ หรือฎีกา ก็สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ – ฎีกาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง หรือจะไม่อุทธรณ์ฎีกาก็ได้ และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การบังคับตามคำพิพากษาจ่าศาลทหารก็จะดำเนินการแจ้งคำพิพากษานั้นให้ผู้บังคับบัญชาทหารเพื่อดำเนินการบังคับโทษ เช่น ศาลให้ลงโทษจำคุก จ่าศาลก็จะส่งคำพิพากษาและหมายแจ้งโทษเด็ดขาดให้ผู้บังคับบัญชาทหารลงชื่อในหมาย ซึ่งในทางกฎหมายจะเรียกผู้บังคับบัญชาทหารดังกล่าวว่าผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ จะเห็นได้ว่าการบังคับโทษของศาลทหารนี้แตกต่างจากศาลพลเรือน เพราะในศาลพลเรือน เมื่อศาลพิพากษาแล้วจะเป็นผู้ออกเพื่อบังคับโทษตามคำพิพากษาได้เลย

๑๕  บทสรุป 

                                งานศาลทหารถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองบังคับบัญชาทหาร เพื่อให้เกิดความเข็มแข็งเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันอธิปไตยของประเทศ แล้วยังเป็นงานที่ต้องอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนด้วยตามภารกิจที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้  บทความนี้จัดทำขึ้นเพียงให้ความรู้ในเบื้องต้นเกี่ยวกับงานศาลทหาร ซึ่งอาจจะได้ไม่ครบทุกประเด็นเพราะเนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีขั้นตอนต่าง ๆ ตามกฎหมาย ทั้งมีขอบจำกัดตามรัฐธรรมนูญ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของจำเลยในคดี รวมทั้งสิทธิของผู้เสียหายที่ต้องถูกกระทบ ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาทหาร ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการยุติธรรมทหาร สมควรที่จะได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไป

                                                                                                                                                  ----------------------

 

               

 

 

 



[1] รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๑ “ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหารและคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ…”

[2] พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ บัญญัติไว้ว่า “ฃะเลยศึกคนใดท่านปล่อยตัวไปโดยมัน

ให้คำสัตย์ไว้ว่าจะไม่กระทำการรบพุ่งต่อท่านอีกจนตลอดเวลาสงครามคราวนั้น ถ้าแลมันเสียสัตย์นั้นไซ้ ท่านจับตัว

มาได้ ท่านให้ประหารมันเสีย หรือจำคุกมันไว้จนตลอดชีวิต หรือมิฉนั้นให้จำคุกมันไว้ตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี

[3] พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๖ บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดเปนทหาร และมันบังอาจเกลี้ยกล่อมคนให้ไปเข้าเปนพวกราชสัตรูท่านว่าโทษมันถึงประหารชีวิต หรือมิฉนั้นให้จำคุกมันไว้จนตลอดชีวิต

[4] ตามกฎหมายคือ พระราชบัญัติพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกำหนดให้ศาลยุติธรรมมีเขตอำนาจตามพื้นที่การปกครองของประเทศเท่านั้น แต่ตามธรรมนูญศาลทหาร นอกจากกำหนดให้ศาลทหารมีอำนาจตามพื้นที่แล้วยังให้ศาลทหารมีอำนาจเหนือตัวบุคคลคือทหารด้วย ดังนั้นแม้กองกำลังทหารจะไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศแล้วไปกระทำผิดศาลทหารไทยก็มีอำนาจลงโทษได้ และยังอาจให้ตั้งศาลทหารเพื่อติดตามกองทหารในการไปปฏิบัติราชการต่างประเทศได้ ตามหลักเกณฑ์ใน ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วย กำหนดกำลังทหารเพื่อการตั้งศาลประจำหน่วยทหาร พ..๒๔๙๙ ซึ่งเรียกว่า ศาลประจำหน่วยทหาร

[5] อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก  ข้อ  ๑๘๔

[6] พระราชบัญญัติวินัยทหาร พ.ศ.๒๔๗๖ 

[7] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๘๑

[8] ตามกฎหมายลักษณะขบฎศึก จุลศักราช ๗๙๖ มีบัญญัติว่า "ถ้าผู้ใดต่อรบด้วยรายศัตรูมิฟังบังคับย่อท้อในที่รบ ฟั่นเฟือนจากกระบวนทัพประการใดถ้ามีบันดาศักดิ์แต่นา ๘๐๐ ลงมาถึงไพร่ใช้โทษหนักเท่าใดให้ ลงโทษโดยโทษานุโทษนั้น ถ้าบันดาศักดิ์นา ๑๐๐๐ ขึ้นไปให้กุมเอาตัวไปส่งแก่นายกอง ยุกบัตร เกียกกาย ให้ลงโทษโดยโทษานุโทษนั้น และให้เกียกายบันดาถืออาญาต้อนพลกฎหมายเอาโทษนั้นไปบอกแก่นายกองและยุกบัตรเกียกกายให้พิจารณาโดยโทษ”  คำว่า "นายกอง" หมายถึงผู้บังคับบัญชาของจำเลย  "ยุกบัตร" คือเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย และ"เกียกกาย" คือเจ้าหน้าที่ต้อนทหารเข้ารบทั้งสามนายนี้รวมกันเป็นคณะพิจารณาพิพากษาของระบบศาลทหารไทยในสมัยก่อน

[9] พระธรรมนูญศาลทหารเรือ ร..๑๒๗ กำหนดให้ศาลทหารเรือตามพระธรรมนูญศาลทหารเรือ  ประกอบด้วย

() ศาลกรมบัญชาการกลางทหารเรือ ศาลเดียวตั้งประจำอยู่ในกรุงเทพ

() ศาลทหารเรือกลาง มีศาลเดียวไม่เป็นศาลตั้งประจำ แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นเมื่อใด   ผู้บัญชาการ

กรมทหารเรือจะออกคำสั่งตั้งกรรมการศาลนี้

() ศาลกรมยุทธโยธาทหารเรือ

() ศาลกรมยุทธคึกษาทหารเรือ

() ศาลกรมชุมพลทหารเรือ

() ศาลทหารเรือชายทะเล

                        () ศาลกรมสรรพาวุธทหารเรือ

[10] ตามกฎหมายเรื่องกฎอัยการศึกให้อำนาจผู้ประกาศใช้กฎอัยการศึกสามารถประกาศแต่งตั้งให้ศาลพลเรือนทำหน้าที่เป็นศาลทหารได้

[11] การกำหนดเขตยุทธบริเวณเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๐๓ มาตรา ๒๓